การศึกษาดูใจผู้ชายที่คุณกำลังคบหาอยู่ว่าเค้ามีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง และเป็นเรื่องที่เราทำใจยอมรับในสิ่งเหล่านั้นได้หรือไม่ถ้าเราจะใช้ชีวิตร่วมกับเขาในอนาคต

ประเภทที่ 1 ผู้ชายไม่ยอมโต

     ผู้ชายไม่ยอมโตสังเกตุง่ายๆ ว่าเขาจะเป็นคนที่อ่อนน้อมถ่อมตน อ่อนโยน นุ่มนวล มารยาทงาม มีความประนีประนอมสูง มีสัมมาคารวะ สงบเสงี่ยมเจียมตัว เป็นที่รักใคร่ของผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นคนรักครอบครัว รักพ่อแม่พี่น้อง จะทำอะไรต้องให้ทุกคนมีส่วนร่วม ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ หลายหัวดีกว่าหัวเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรัก เรื่องเรียน เรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว เป็นคนที่ฟังพ่อแม่และผู้ใหญ่ตลอดมาและตลอดไป การตัดสินใจไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ มักจะมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตัดสินใจเสมอมา เป็นคนที่เชื่อมั่นในตนเองน้อย ขาดความเป็นผู้นำเพราะอยู่บ้านพึ่งพ่อแม่ ออกสังคมพึ่งเพื่อนฝูง ถ้าแต่งงานก็พึ่งภรรยา ผู้ชายที่ไม่ยอมโตเป็นคนที่น่ารัก น่าเอ็นดู อารมณ์ขัน ขี้เล่น มองโลกในมุมที่สดใส สนุกสนาน การมีเขาอยู่ข้างกายก็เหมือนมีเด็กซนๆ อยู่ข้างกาย ดูอบอุ่น มีความเป็นมิตร ไม่มีพิษมีภัย จริงใจ ไม่หลอกลวง

     หากคุณกำลังคบหาดูใจกับผู้ชายที่เข้าข่ายไม่ยอมโต คุณก็ต้องทำใจและเตรียมใจ เพราะพ่อแม่ของเขาก็ยังคงเข้ามาดูแลเขาเหมือนตอนสมัยเด็กๆ ปัญหาที่ตามมาคือ ปัญหาเรื่องแม่ผัวลูกสะใภ้ ทางที่ดีคุณควรจะเป็นมิตรกับครอบครัวของเขาให้มากๆ หรือไม่คุณก็ย้ายไปตั้งรกรากให้ไกลจากที่อยู่เดิมของเขา

ประเภทที่ 2 ผู้ชายบ้างาน

     ผู้ชายบ้างานส่วนใหญ่เป็นคนที่มีความพยายามสูง รักความเจริญก้าวหน้า มีความเป็นผู้นำ มั่นใจในตัวเอง เฉลียวฉลาด มีไหวพริบปฏิภาณ สมองไว ไฟแรง รอบรู้ ก้าวล้ำนำหน้าผู้อื่น มักประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังหนุ่ม ร่ำรวยฐานะดี มีอนาคตที่สดใส เป็นผู้ชายในอุดมคติของสาวหลายคน ถ้ารู้จักกันแบบห่างๆ จะพบว่าผู้ชายบ้างานจะดูเป็นคนที่น่าสนใจ เป็นต้นแบบที่ดีในการดำเนินชีวิต แต้ถ้าใกล้ชิดสนิทสนมจะรู้ว่าผู้ชายบ้างานขาดความรับผิดชอบต่อครอบครัว วันทั้งวันทำแต่งานไม่เคยมีวันว่าง ไม่เคยมีวันหยุดยาว ไม่เคยมีวันที่ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา เพราะความสุขของเขาอยู่ที่งานไม่ใช่ที่บ้าน เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของเขาอยู่ที่เกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทอง มากกว่าความรัก ผู้ชายบ้างานก็เหมาะสมกับผู้หญิงที่เป็นแม่บ้านแม่เรือน เป็นช้างเท้าหลัง หรือไม่ก็เหมาะกับผู้หญิงที่บ้างานเพราะมีความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จเหมือนกัน
การแต่งงานอาจจะไม่ได้มาจากความรักล้วนๆ แต่อาจจะมาจากความเหมาะสมและสถานะทางสังคม ใครที่กำลังคบหาดูใจกับผู้ชายที่บ้างานคุณต้องทำใจและยอมรับ เพราะจริงๆ แล้วผู้ชายบ้างานมีข้อดีมิใช่น้อยเลย

ประเภทที่ 3 ผู้ชายที่มีโลกส่วนตัว

     ผู้ที่มีโลกส่วนตัวสูงเป็นผู้ชายที่น่าค้นหา มีเสน่ห์ มีเอกลักษณะเฉพาะตัว สุขุม ลุ่มลึก พูดน้อย ใจเย็น เป็นมิตร ช่างคิด ช่างฝัน ช่างจจินตนาการ เป็นคนที่ใช้สมองมากกว่ากำลัง ใช้ความรู้สึกมากกว่าหลักการและเหตุผล และใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว ผู้ชายที่มีโลกส่วนตัวสูงมักจะอยู่กับอดีตเก่าๆหรือไม่ก็อยู่กับความฝันที่คาดหวังในอนาคต เป็นคนที่ไม่มีใจให้ปัจจุบัน ชอบกิจกรรมที่ทำคนเดียว เช่น ท่องอินเตอร์เน็ต เขียนและอ่านอีเมลล์ อ่านหนังสือ ฟังเพลงเบา นอนดูหนังโปรด อาการของโลกส่วนตัวสูงที่เห็นได้ชัด คือ มีความลับเยอะ ชอบอยู่คนเดียว ชอบทำอะไรคนเดียว ไปไหนมาไหนคนเดียว การที่เป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่เป็นเรื่องน่าน้อยใจ ยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งมีโลกส่วนตัวสูงขึ้น
     การแต่งงานกับผู้ชายที่มีโลกส่วนตัวสูงต้องถามตัวเองก่่อนว่าคุณยอมรับได้ไหม นอกจากคุณก็เป็นผู้หญิงที่โลกส่วนตัวสูงเช่นกัน เข้าใจซึ่งกันและกันดีที่สุด ก็อาจจะเป็นเนื้อคู่ที่เหมาะสมที่สุด
ที่มา: kapook
     ใครใครก็อยากที่จะมีเรียวขาที่ได้รูปสวยงามอย่างเหล่าดารา นางแบบทั้งหลาย เวลาใส่กางเกงขาสั้นตัวโปรดจะได้โชว์เรียวขาอย่างมั่นใจ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับรูปร่างและโครงสร้างของแต่ละคน แต่คนที่รู้สึกว่าตัวเองขาใหญ่ก็ไม่ต้องน้อยใจ เพราะเราก็สามารถดูราเรียวขาให้สวยสมส่วนดูดีได้เหมือนกัน วันนี้จึงมีเคล็ดลับและเทคนิคกระชับเรียวขาและข้อเท้าให้สวยงามมาฝาก

ท่าที่ 1

  1. กางขาออกเล็กน้อย ตัวตรง ค่อยๆ เขย่งเท้าให้สูงเท่าที่จะทำได้ น้ำหนักทั้งหมดอยู่ที่ปลายเล็บ ค้างไว้ 5 วินาที แล้วปล่อยลง ทำซ้ำไปมา 10 ครั้ง
  2. ยืนทำท่าเขย่งเท้าและเกร็งหน้าท้องไปด้วย หน้าท้องกับก้นจะได้เฟิร์มไปพร้อมๆ กัน

ท่าที่ 2

  1. ยืนตัวตรงเหยียดขาขวาออกไปและหมุนข้อเท้าไปทางซ้าย 10 ครั้ง ขวา 10 ครั้ง จากนั้นก็สลับไปทำอย่างเดียวกันที่เท้าซ้าย เป็นการกระตุ้นกล้ามเนื้อข้อเท้าก่อนเริ่มบริหาร
  2. วิ่งด้วยปลายเท้า พยายามไม่ให้ส้นเท้าสัมผัสพื้นติดต่อกัน 5 นาที
  3. จากนั้นให้วิ่งแบบยกเข่าให้สูงที่สุด โดยให้ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นได้เต็มที่ ทำครั้งละ 30 วินาที่ 5 ครั้ง
  4. วิ่งโดยพยายามแตะเท้าไปที่ก้น  ทำครั้งละ 30 วินาที่ 5 ครั้ง

ท่าที่ 3

  1. ยืนตัวตรง กางขาเล็กน้อย ค่อยๆ เขย่งขาให้สูงที่สุด ทิ้งน้ำหนักที่ปลายเท้า
  2. ยังอยู่ในท่าเขย่ง ค่อยๆ ย่อตัวลงมาเหมือนกำลังนั่งเก้าอี้ ค้างไว้ 5 วินาที ยกตัวขึ้น จะรู้สึกว่ามีการเกร็งที่น่อง จะช่วยทำให้กล้ามเนนื้อกระชับ
ที่มา: youtube

ที่มา: kapook
     แตงกวาเป็นผักที่เหมาะกับการกินยามอากาศร้อน เพราะมีน้ำเป็นองค์ประกอบถึงร้อยละ 96 ช่วยลดความร้อนและเพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยให้ร่างกายสดชื่น ธาตุโพแทสเซียมและแมงกานีสในเปลือกแตงกวาช่วยควบคุมความดันเลือดและสมดุลของสารอาหารในร่างกาย ธาตุแมงกานีสช่วยเสริมการทำงานของระบบประสาท กล้ามเนื้อ และระบบขับถ่าย มีพลังงานต่ำ เหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก แตงกวาเป็นมิตรแท้ของดวงตา บรรเทาอาการเหนื่อยล้าของดวงตา ลบถุงดำใต้ตา ช่วยบำรุงผิว ทำให้ผิวหน้าผุดผ่อง สดใส ป้องกันสิวและสิวหัวดำ มีสูตรทำเองได้ง่ายๆ มาฝาก ดังนี้

1. บรรเทาอาการเหนื่อยล้าของดวงตา
     หั่นแตงกวาเป็นแว่นตามขวาง หลับตาวางแว่นแตงกวาลงบนเปลือกตา นอนในที่เงียบแสงสลัวๆจะช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้าของดวงตา ที่เกิดจากการใช้งานนานๆได้รับฝุ่นควัน แสงจ้า หรือใส่คอนแท็กเลนส์นานเกินไป

2. ลบถุงดำใต้ดวงตา
     ใช้น้ำคั้นผลแตงกวา 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำคั้นมันฝรั่ง 1 ช้อนโต๊ะ ทารอบดวงตา พักราว 15 นาที จึงล้างออก

3. ผิวหน้าผุดผ่อง
     ใช้น้ำคั้นผลแตงกวาและนมสดปริมาณเท่าๆกัน เติมน้ำแช่กลีบกุหลาบ 2-3 หยด (เลือกดอกกุหลาบที่ปลูกอย่างปลอดสาร ใช้กลีบกุหลาบมากหน่อย น้ำไม่ต้องมาก วัตถุประสงค์ คือ ให้น้ำมันหอมจากกลีบกุหลาบออกมาอยู่ในน้ำ) ทาทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 15-20 นาที ทำให้ผิวหน้านุ่มและขาวขึ้น

4. ผิวหน้าสดใสสำหรับคนหน้ามัน
     ใช้น้ำมะนาวเล็กน้อยและน้ำแช่กลีบกุหลาบ ผสมกับน้ำคั้นผลแตงกวา ทาบนผิวหน้า ทำให้ผิวหน้าสดใส โดยเฉพาะคนที่มีผิวมัน

5. ป้องกันสิวและสิวหัวดำ
     ใช้เนื้อแตงกวาขูดฝอยพอกบริเวณใบหน้าและคอ ทิ้งไว้ 15?20 นาที ช่วยบำรุงผิว ใช้ บ่อยๆช่วยป้องกันผิวหน้าแห้ง ป้องกันการเกิดสิวและสิวหัวดำ

6. ลบรอยด่างดำ
     การดื่มน้ำคั้นแตงกวา ร่วมกับการทาน้ำแตงกวาผสมน้ำแช่กลีบกุหลาบอัตราส่วนเท่าๆกัน ช่วยลดร่องรอยยุงกัด และลดรอยด่างดำบนผิวหนังได้


7. บำรุงผิว
     ผสมน้ำคั้นแตงกวา น้ำมะนาว น้ำส้ม น้ำแช่กลีบกุหลาบ กลีเซอรีน และน้ำผึ้งอย่าละเท่าๆกัน ใช้ทาผิว ช่วยให้ตึงกระชับ เพิ่มความอ่อนเยาว์

8. ลดรอยหมองคล้ำใต้รักแร้

     ใช้น้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ น้ำคั้นผลแตงกวา 1 ช้อนชา น้ำมะนาว 1 ช้อนชา และผงขมิ้นครึ่งช้อนชา หลังจากอาบน้ำเช็ดตัวให้ใช้สำลีชุบน้ำมันมะพร้าวเช็ดบริเวณใต้รักแร้เป็นวงกลม หลังจากนั้นผสมน้ำแตงกวา น้ำมะนาว และผงขมิ้นให้เข้ากัน ทาใต้รักแร้
ทิ้งไว้ 20 นาที จากนั้นล้างออกและเช็ดให้แห้ง ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง
ที่มา: kapook
     แนะนำการเลือกเดรสให้เหมาะสมกับรูปร่างที่แตกต่างกัน 10 แบบ ไขข้อข้องใจสาว ๆ ที่ชื่นชอบการใส่เดรส แต่กลัวไม่สวย
        1.สาวสะโพกใหญ่ จำเป็นจะต้องเลือกเดรสที่เน้นให้เห็นส่วนคอดบริเวณเอว หรือเหนือเอวเล็กน้อย เพื่อดึงความสนใจจากสะโพก พร้อมกับเลือกเนื้อผ้าที่เป็นมันวาว ลื่น
        2.สาวแขนเล็กลีบ สาว ๆ สามารถปกปิดวงแขนที่เล็ก ด้วยการเลือกเดรสที่มีความยาวของแขนเสื้อราว ¾ ในรูปแบบคล้ายกับแขนเสื้อชุดกิโมโน หรือแขนกว้าง ที่มากับเดรสสไตล์เซ็กซี่
        3.สาวร่างเล็ก ควรหลีกเลี่ยงเดรสแนวน่ารัก เพราะยิ่งใส่ คุณจะดูคล้ายเด็ก สำหรับเดรสที่เหมาะกับคุณ จะต้องสวมเดรสเรียบ ๆ พร้อมกับสวมแจ๊กเก๊ตขนาดพอดีตัว
        4.สาวอวบ ร่างท้วม : หากอยากจะใส่เดรสให้สวย คุณคงต้องเพิ่มความมั่นใจ เพราะเดรสที่เหมาะกับรูปร่างอวบอั๋น คือเดรสแขนกุด เนื้อผ้ามันวาว พอดีตัว แต่ไม่ถึงกับรัดรูปแนบเนื้อ
        5.สาวขายาว หุ่นสไตล์นางแบบ สูงชะลูดเช่นคุณ จะต้องเลือกเดรสยาวคลุมขา ที่ดูหรูหรา เซ็กซี่ เย้ายวนด้วยการตัดเย็บให้มีขนาดรัดรูปเฉพาะส่วนบนของเดรส
        6.สาวไหล่กว้าง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลือกเดรสที่มีขลิบริมผ้าที่ขอบเดรส ขอบแขนเสื้อ รวมทั้งบริเวณคอเสื้อ ยกเว้นบริเวณช่วงไหล่ และควรเลือกแบบแขนเสื้อยาว
        7.สาวไม่มีเอว ในที่นี้ไม่ใช่สาวอ้วน แต่เป็นสาวทรงตรง ที่ต้องใส่เดรสผ้าหนา มีส่วนคอดเน้นเอวชัดเจน แถมยังต้องมีลูกเล่นในการตัดเจ็บใต้เอว ด้วยการจับจีบอ่อน ๆ เช่นเดียวกับบริเวณแขนเสื้อ
        8.สาวอกใหญ่ ให้เลือกเดรสคอวี คอเว้าลึก(ตามใจชอบ) หรือคอสี่เหลี่ยม ที่ไม่ติดบริเวณคอ เนื้อผ้าแบบลื่นมัน ไม่เน้นรัดรูป เพราะจะดูอึดอัด และหลีกเลี่ยงการใส่สร้อยคอ
        9.สาวอกเล็ก จะต้องหลอกสายตาด้วยการดึงดูดความสนใจมาที่หน้าอก โดยเลือกเดรสที่คล้ายกับแบ่งออกเป็น 2 ชิ้น ใส่เดรสมีส่วนเอวสูงถึงบริเวณใต้อก และต้องเข้ารูปให้เห็นส่วนคอด เพื่อเน้นทรงเต้า ด้วยสีเดรสส่วนบน-ล่างที่ต่างกัน        
       10.สาวผอมแห้ง เพื่อไม่ให้ดูอ่อนแอ คุณควรเลือกเดรสที่มีลวดลายซิกแซก หรือลอดลายใหญ่เห็นชัดเจนที่เพิ่มมิติให้กับหุ่นบางๆ พร้อมกับแขนเสื้อยาว เสริมลูกเล่นให้กับเสื้อผ้าได้ด้วยเครื่องประดับ ลบความบอบบางของรูปร่าง
ที่มา: kapook
     สำหรับสาวสาวที่นิยมหาคู่ทางออนไลน์ มีการรู้จักพูดคุยกันแต่ไม่เคยเห็นหน้าคลาดตากันเลย อาจจะรู้จักกันทาง facebook twitter หรือใช้บริการเว็บหาคู่ที่มีอยู่มากมาย ก่อนที่คุณจะนัดเจอกับเขาโดยที่คุณไม่รู้จักมาก่อน การที่คุณได้พูดคุยกับเขาอาจจะทำให้คุณรู้สึกดีจนทำให้คุณเกิดอยากคบกับเขาจริงจังขึ้นมา ก่อนที่คุณจะนัดเจอกันควรจะพิจารณาให้ดีว่าคนที่คุณนัดเจอไว้ใจได้แค่ไหน เพราะการพูดคุยกันโดยที่ยังไม่รู้จักกันเลยคุณอาจจะยังไม่รู้จักนิสัยที่แท้จริงของเขา คุณจึงต้องพิจารณาให้ดี มิฉะนั้นอาจจะเกิดภัยร้ายกับคุณเองก็เป็นได้
  1. สืบข้อมูลล่วงหน้า  ก่อนที่คุณจะออกเดทต้องรู้รายละเอียดสำคัญๆ ของฝ่ายตรงข้ามเอาไว้บ้างเช่น เป็นคนไทยหรือต่างชาติ เป็นคนที่ไหน ศาสนาอะไร คุณจะได้รู้วัฒนธรรมของเขาบ้าง
  2. อยากเดทจริงเหรอ  ถามตัวคุณเองก่อนว่าอยากไปเดทกับเขาจริงเหรอ เพราะถ้าคุณรู้สึกฝืนใจ อาจจะทำให้เดทของคุณไม่น่าประทับใจเอาเลยก็ได้
  3. โทรคุยก่อนเจอ  อันนี้สำคัญมาก คุณจะได้รู้จักเขาให้มากขึ้นอีกนิด และยังช่วยลดความเขินเวลาเจอกันลงไปได้อีกด้วย
  4. พาเพื่อนไปด้วย  ถ้าคุณรู้สึกไม่มั่นใจอาจจะพาเพื่อนสนิทไปด้วย จะได้มีเพื่อนชวนคุยเพราะบางที่เวลาไปเจอเขาอาจจะมุกฝืดไม่รู้จะขุดเรื่องอะไรมาคุยดี
  5. แต่งตัวถูกสถานที่  คุณควรแต่งตัวให้เหมาะสมกับสถานที่ที่ไป ไม่ต้องแต่งซะสวยเวอร์จนดูว่าคุณตั้งใจเกินไป
  6. ไม่เอาการเมือง  เก็บเรื่องชวนทะเลาะอย่างอุดมการ์ณทางการเมืองและเรื่องศาสนาไว้ก่อน เพราะทัศนคติไม่ตรงกันอาจจะทำให้คุณกับเขาเกลียดขี้หน้ากันไปเลยก็ได้
  7. ไม่นานเกินไป  เจอกันครั้งแรกไม่ต้องขุดคุ้ยเรื่องรุ่นลูกไปถึงรุ่นบรรพบุรุษมั้ง เดทแรกควรจะมีเวลาไม่นานกว่าข้าวมื้อหนึ่ง จากนั้นถ้าดูดีมีอนาคตก็นัดครั้งต่อไป
ที่มา: YouTube
     สาวสาวที่กังวลกับปัญหาสิวจนรู้สึกเครียดกันไปเลยว่าทำไมสิวถึงไม่ยุบสักที่ วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับต้านสิวจากผลไม้สีแดงมาฝาก นอกจากจะช่วยต้านสิวแล้วยังมีคุณสมบัติช่วยลดความมัน ขจัดเซลล์ผิวเสื่อมสภาพไม่ให้อุดตันก่อสิว ลดรอยสิวให้ดูจางลงอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมทั้งบำรุงผิวหน้าให้ชุ่มชื้น

     สูตรแอ๊ปเปิ้ลน้ำผึ้ง ป้องกันสิว ลดรอยด่างดำ

          วิธีทำ ปั่นแอ๊ปเปิ้ล 1 ผลให้ละอียด ผสมกับน้ำผึ้ง 2 ช้อนชา แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็นสิว หรือมีรอยด่างดำ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น แล้วตามด้วยน้ำธรรมดา ซับหน้าให้แห้ง
     สูตรมะเขือเทศ ลดความมัน ขจัดเซลล์ผิวเสื่อมสภาพ

          วิธีทำ
 สับมะเขือเทศ 1 ลูก ให้ละเอียด นำมาพอกให้ทั่วใบหน้า นวดวนเบาๆ แล้วทิ้งไว้จนหมาด หรือรู้สึกตึงผิว จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ซับหน้าให้แห้ง
     สูตรแตงโม เพิ่มความนุ่มชุ่มชื้นแก่ผิวหน้า

          วิธีทำ
 ปั่นเนื้อแตงโม 2 ชิ้นขนาดกลางให้ละเอียด นำมาพอกให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที หรือจนกว่าจะรู้สึกตึงผิว ล้างออกด้วยน้ำอุ่น แล้วตามด้วยน้ำธรรมดา ซับหน้าให้แห้ง

           สลับพอกหน้าด้วยสูตรผลไม้ที่แนะนำสัปดาห์ละครั้ง แล้วผิวสวยปิ๊งจะคืนมา พร้อมความสดใสย่อนเยาว์
ที่มา: youtube


ทะเลาะกันเป็นเรื่องธรรมดาตามประสาคนใกล้ชิด แต่เราจะทำอย่างไรไม่ให้การขัดใจนั้นเกิดการทะเลาะกันจนถึงขั้นบานปลายจนยากที่จะเกินแก้ไขได้
  • ทะเลาะให้ตรงประเด็น ให้รู้ตัวอยู่เสมอว่า กำลังทะเลาะกันด้วยเรื่องอะไร อย่าตั้งงงหน้าตั้งตาทะเลาะกันจนกลายเป็นเหตุผลอื่นแทน
  • อย่าทะเลาะแล้ววิ่งหนี โดยที่หวังว่าอีกฝ่ายจะมาง้อ เพราะถ้าเขาไม่ง้อแล้วจะเสียความรู้สึก จนอาจจะทำให้การคุยกันครั้งต่อไป จะมีเหตุผลของการที่เขาไม่มาง้อเป็นอคติขึ้นในใจ
  • อย่าทะเลาะแบบหลับหูหลับตา ใจเย็นลงอีกหน่อย ฟังอีกฝ่ายนึงบ้าง การทะเลาะกันอาจจะจบลงด้วยการยอมรับเหตุผล
  • อย่าทะเลาะแบบลามปามเรื่อยไปจนอ้างอิงไปถึงพ่อ แม่ พี่น้อง จนถึงเรื่องในอดีต
  • ทะเลาะกันด้วยถ้อยคำที่พอฟังได้ ไม่ใช่คำหยาบคายซะจนต้องมาล้างหู ถ้าดีกันเมื่อไรคุณจะเสียใจที่พูดมันออกมา
  • ทะเลาะกันให้มีสติ ไม่แน่ใจอย่าเอ่ยปากท้าเลิก คำว่าเลิกขอสงวนไว้ใช้เวลาที่ถึงที่สุด
ทราบหรือไม่ว่า ขณะที่คุณกำลังสนทนาอยู่แต่ร่างกายเคลื่อนไหวไปมาก็สามารถสื่อภาษาได้ลึกลงไปถึงจิตใจของคุณจากปฏิกิริยา มาดูกันเลยดีกว่า

มือ

ถ้าลองสังเกตดูแทบทุกคนเลยที่มีการขยับมือประกอบการพูด ยามที่คุณได้พบใครที่ถูกใจ มือก็มักจะลูบไล้แถวต้นคอตัวเอง หรือไม่ก็เขี่ยต่างหูเล่น ไม่เฉพาะหญิงสาว ชายหนุ่มก็แสดงออกเช่นนี้เช่นกัน แต่เมื่อยามที่เจอใครแล้วไม่เกิดความสนใจ มือไม้ก็จะไม่ขยับอาจจะวางประสานอยู่ที่ตักเฉยๆ ความถี่ที่คุณเอื้อมไปสัมผัสคนที่คุณคุยอยู่แสดงถึงความชอบใจในคนๆนั้นหรือกำลังช่วยฝ่ายหนึ่งปรับทุกข์อยู่ แต่เมื่อเวลาที่คุณโกรธมือจะแตะที่จมูกหรือปากแสดงว่าคุณกำลังเครียดอยู่

ดวงตา

แววตาบอกได้ถึงความในใจ แววตาสื่อได้ถึงการต้อนรับเชิญชวน เมื่่อคุณสบตากับคนที่คุณอยากสานสัมพันธ์ด้วย และดวงตาก็สื่อสารถึงความไม่เต็มใจ การสบตากับใครก็ควรทำแต่พอดี สบตาบ่อยเกินไปก็อาจทำให้อีกฝ่ายหนึ่งอึดอัดได้ แต่ถ้าไม่กล้าสบตา สายตาหลบต่ำก็อาจแสดงถึงความไม่จริงใจ ถ้าอยากยิ้มทักทายให้ดูอบอุ่นจริงใจก็ควรมองตรงไปที่คนนั้น ผ่อนคลายหัวคิ้ว แย้มยิ้มที่ริมฝีปาก

ปาก

ริมฝีปากนอกจากจะบอกถึงความสุขและความพอใจในเวลาแย้มยิ้มยังบอกถึงความโกรธ ไม่พอใจในเวลาที่คุณเม้มปากอีกด้วย รอยยิ้มสื่อได้ถึงความมีไมตรี เวลาที่ใครยิ้มให้คุณคุณก็จะยิ้มตอบกลับโดยที่คุณไม่รู้ตัวเลย

แขน

คนเรามักจะกอดอกแน่นเมื่อต้องการส่งสัญญาณว่ากำลังโกรธ และไม่เห็นด้วยกับคำพูด หรือการกระทำที่อยู่ตรงหน้า แต่ถ้าคุณสนใจหรืออยากรับฟังใตรสักคนเวลาที่คุณนั่งเอนกายแล้วเอามือประสานไว้เหนือหัวหรือท้ายทอย ก็เป็นกิริยาทางกายที่คุณแสดงออกมาอย่างไม่รู้ตัวว่าคุณกำลังพอใจ

เท้า

การขยับเท้าถี่ๆ ส้นเท้านิ่งแต่ตีปลายเท้าเบาๆ หรือนั่งเคาะเท้ากำลังสื่อว่าคุณกำลังตื่นเต้น รำคาญใจ หรือเป็นไปได้ว่าคุณกำลังรู้สึกเบื่อ ถ้าคุณประชุมหรือกำลังคุยกับผู้ใหญ่ พยายามอย่าขยับเท้าแบบนี้ เพราะผู้ใหญ่ทั้งหลายมักพอจะจับความรู้สึกได้ อาจไม่ดีกับตัวคุณหรืองานคุณ
ที่มา:youtube


แต่งหน้าให้เนียน......ไร้เสียนหนาม
หลังล้างหน้า ต้องทำให้รูขุมขนกระชับก่อนลงรองพื้น จึงควรทาโลชั่นกระชับรูขุมขนก่อนทุกครั้ง หรืออาจใช้วิธีธรรมชาติ ให้ใช้น้ำเย็นจัดล้างหน้าแล้วซับให้แห้งหมาดๆ ก่อนลงรองพื้น จะช่วยเพิ่มความสวยในการแต่งหน้า แตะแต้มรองพื้นลงบนส่วนต่างๆ ของใบหน้า ปลายจมูก หน้าผาก ปลายคาง แก้มทั้ง 2 ข้าง ใช้นิ้วมือเกลี่ยให้ทั่วใบหน้า จากนั้นทาทับด้วยแป้งฝุ่นด้วยการตบเบา


ปากแห้งแตก ลอกเป็นขุย
ให้หาสีผึ้งสำหรับทาปากก่อนนอนเป็นประจำทุกคืน ตรงบริเวณปากที่แตกให้พอกสีผึ้งหนาพอสมควร ตื่นเช้ามาหลังล้างหน้าแปรงฟันให้ใช้ผ้าขนหนูเช็ดคราบสีผึ้งออกอย่างเบาๆ สีผึ้งจะช่วยให้ปากเนียนนุ่ม ยังช่วยให้ปากไม่ดำคล้ำอีกด้วย


หลังทานอาหารกลางวัน ปากไม่สะอาด
ก็แค่กินผลไม้อย่างเช่น ฝรั่ง
ชมพู่ แอปเปิ้ล จะช่วยทำให้ปากสะอาดขึ้น  เพราะการเคี้ยวผลไม้จะช่วยขจัดเศษอาหารออกไปได้พร้อมกัน
  1. ลักษณะงานของเลขานุการคือ การเป็นผู้ช่วยบริหาร ซึ่งต้องมีความรู้ความชำนาญที่เกียวกับการดำเนินงานสำนักงานและมีความสามารถที่จะรับผิดชอบโดยไม่ต้องมีการบังคับบัญชาโดยตรง รู้จักใช้ดุลพินิจพิจารณาและทำการตัดสินใจภายในขอบเขดแห่งอำนาจของตน มีหน้าที่ประจำในการพิมพ์เอกสาร อ่านและแยกจดหมาย เตรียมและเก็บรักษาเอกสาร ติดต่อสือสารทางโทรศัพท์ บันทึกคำบอกรายงาน หรือเรื่องราวต่างด้วยการจด จัดเตรียมและบันทึกการประชุม ร่างจดหมายโต้ตอบ จัดตารางนัดหมายเตรียมการเดินทาง ให้การต้อนรับผู้มาติดต่อ และประสานงานกับผู้บริหารท่านอื่น 
  2. คุณสมบัติของอาชีพเลขา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องมีความรับผิดชอบต่องาน ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ปฎิบัติตามกฏระเบียบของหน่วยงานอย่างเคร่งครัด รักษาความลับของงานในหน้าที่ มีความรอบคอบ สุขุม ละเอียด คล่องแคล่ว ว่องไว อดทน เก็บความลับได้ดี ปฏิภาณไหวพริบดี บุคลิกภาพดี 
  3. การเตรียมตัวเข้าสู่อาชีพ เธอจะต้องมีความสามารถในการฟังและจดจำรายละเอียดเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ มีความรู้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี และมีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพ ประเภทได้หน้าลืมหลังวางอะไรไว้มั่วก็ไม่ควรไฝ่ฝันอาชีพเลขา 
  4. แนวทางการศึกษาต่อ ถ้าระดับปริญญาตรี ก็จะต้องเรียนสาขาเลขานุการ คณะบริหารธุรกิจ ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชน หลักสูตร 4 ปี สำหรับผู้ที่จบการศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลายตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ และระดับอนุปริญญาตรี  หลักสูตร 2 ปี
  5. แนวทางในการประกอบอาชีพ เธอสามารถทำงานทางด้านเลขานุการได้ทุกองค์กรเพราะไม่ว่าหน่วยงานไหนต้องมีเลขาอยู่แล้ว หรืออาจจะทำงานในด้านธุรการในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งอยู่กับความสามารถและประสบการณ์ มีโอกาสก้าวหน้าไปยังตำแหน่งอื่นๆ ในองค์กรนั้น เห็นไหมว่าอาชีพนี้ก็เป็นอาชีพที่สามารถนำความก้าวหน้ามาสู่ตัวเธอได้ ที่สำคัญเธอต้องรู้ก่อนว่าอยากเรียนทางด้านไหนหรือทำงานอะไร ก็มุ่งตรงไปทางด้านนั้นโดยตรง
ที่มา:youtube


ขนมกุยช่าย
วัสดุอุปกรณ์ เตาแก๊สพร้อมถัง ลังถึง กะละมัง ไม้พาย มีด ไม้คลึงแป้ง พิมพ์กลม
เงินลงทุน ครั้งแรกประมาณ 5,000 บาท ทุนหมุนเวียน 300/วัน 
วิธีทำไส้
  • ใบกุยช่ายล้างสะอาดหั่นหยาบ 3 ถ้วยตวง
  • เกลือป่น 1 ช้อนชา
  • ซีอิ้วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
  • โซดาไบคาร์บอเนต 1 ช้อนชา
  • กระเทียมเจียว 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยป่น 1 ช้อยโต๊ะ
          นำส่วนผสมทั้งหมดคลุกเคล้าให้เข้ากันหมักทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ใส่กระชอนให้สะเด็ดน้ำ นำไปผัดพอสุก
วิธีทำน้ำจิ้ม
  • ซีอิ้วหวาน 1/4 ถ้วยตวง
  • น้ำส้มสายชู 1/4 ถ้วยตวง
  • น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
  • ซีอิ้วดำหรือขาว 1/2 ถ้วยตวง
  • พริกชี้ฟ้าแดง 5 เม็ด
          นำส่วนผสมทั้งหมดยกเว้นพริกชี้ฟ้าแดงคนให้เข้ากัน จากนั้นนำพริกชี้ฟ้าแดงแกะเมล็ดออกโขลกให้ละเอียดและใส่ลงไปในส่วนผสม
ส่วนผสมแป้ง
  • แป้งข้าวเจ้า 200 กรัม
  • แป้งมัน 100 กรัม
  • น้ำเดือดจัด 2 ถ้วยตวง
  • กระเทียมเจียว
วิธีทำ
  1. ผสมแป้งเข้าด้วยกัน เทน้ำร้อนใส่ใช้ไม้พายคนให้เข้ากันพออุ่น นวดให้เนื้อเนียน
  2. เอามือแตะแป้งมันเล็กน้อยนวดจนเหนียวนุ่มคลึงแป้งเป็นก้อนยาวใช้มีดตัดให้เท่ากัน นำไปคลุกเคล้าแป้งมันปั้นเป็นก้อนกลมแผ่ให้บางเป็นรูปเบ้าหรือถ้วย
  3. ตักไส้กุยช่ายใส่ จีบริมแป้งให้สวยงาม กดก้อนแป้งให้แบนเล็กน้อย วางบนลังถึงรองด้วยใบตองทาน้ำมันเล็กน้อย วางกุยช่ายให้ห่างพอควร
  4. นึ่งด้วยไฟแรง พรมน้ำมันบนตัวขนมเล็กน้อยนึ่งประมาณ 15 นาที ยกลงพรมด้วยกระเทียมเจียว
ข้อแนะนำ
  1. สามารถทำไส้อื่นๆ เพื่อเพิ่มความหลากหลาย เช่น หน่อไม้ มันแกว เผือก
น้ำเต้าหู้
วัสดุอุปกรณ์ รถเข็น เตา หม้อ ถ้วย กะทะใบใหญ่ ถาดอลูมิเนียม
เงินลงทุน ครั้งแรกประมาณ 10,000 บาท รายได้ 7,000-10,000 บาท/เดือน
ส่วนผสม
  • ถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม (สูตรนี้ได้น้ำเต้าหู้ประมาณ 60 แก้ว)
  • น้ำสะอาด 8 ลิตร
  • น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม
  • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
  • เครื่องปรุงที่ใส่ในน้ำเต้าหู้ สาคูเม็ดใหญ่ วุ้นหั่นเป็นเส้นยาว ลูกเดือย ถั่วแดง
วิธีทำ
  1. นำถั่วเหลืองมาคัดเอาสิ่งสกปรกออกให้หมด แล้วนำไปแช่น้ำประมาณ 5 ชั่วโมงจนนิ่มขยี้เปลือกออกล้างจนสะอาด
  2. ตวงน้ำ 2 ลิตรต้มจนเดือด น้ำที่เหลือนำไปปั่นกับถั่งเหลือง
  3. นำถั่วเหลืองเทใส่หม้อต้มกรองด้วยผ้าขาวบาง 2 ชั้น เอาแต่น้ำและเทน้ำเดือดตามลงไปคนให้เข้ากันต้มไฟกลาง พอเดือดใส่เกลือครึ่งช้อนชา เคี่ยวต่ออีกประมาณ 5 นาที่
  4. ทำน้ำเชื่อมเข้มข้นใช้น้ำตาลเคี่ยวกับน้ำสะอาดสัดส่วน 2:1 จนน้ำตางละลาย
  5. เวลาขายใส่น้ำเชื่อมและเครื่องปรุงตามที่ลูกค้าต้องการ
ข้อแนะนำ
  1. ถ้าจะให้มีรสมันเวลาปั่นใสถั่วลิสงคั่ว 1 กำมือปั่นรวมกันสีน้ำนมจะออกสีเหลือง
  2. ถ้าใส่นมข้นหวานครึ่งกระป๋อง สีน้ำนมจะออกสีขาว มีกลิ่นหอมและรสมันเหมือนนมสด
  3. ควรขายร่วมกับ น้ำเต้าฮวย-น้ำขิง ก็จะเป็นการเสริมรายได้มากขึ้น
ปาท่องโก๋
ส่วนผสมที่ 1 
  • น้ำเปล่า 2 กระป๋องนมข้น
  • น้ำตาลทราย 3 ช้อนชา
  • โซดาไบคาบอเนต 1/4 ช้อนชา
  • น้ำมันพืช 1/4 ถ้วยตวง
  • เกลือป่น 3 ช้อนชา
  • เช่ากา(หัวเชื้อปาท่องโก๋) 1 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
ส่วนผสมที่ 2
  • แป้งสาลีตราฮก 1 กิโลกรัม
  • ยีสต์ 1/2 ช้อนชา
  • ผงฟู 1 1/2 ช้อนชา
  • พริกไทย  1 1/2 ช้อนชา
วิธีทำ
  1. นำส่วนผสมที่ 1 ใส่ลงกะละมัง
  2. ร่อนแป้งสาลีลงในกะละมังอีกใบหนึ่ง ใส่ยีสต์ พริกไทย ผงฟูลงในแป้ง ใช้มือเคล้าให้เข้ากันแล้วเทลงในกะละมังที่ใสส่วนผสมที่ 1 นวดจนแป้งไม่ติดมือ หลังจากนั้นหมักแห้งไว้ 4-6 ชั่วโมง หาพลาสติกคลุมเพื่อไม่ใ้โดนอากาศ
  3. เมื่อแป้งหมักได้ที่แล้วเอาแป้งมาวางบนโต๊ะตบแป้งให้แผ่ประมาณ 4 นิ้ว แล้วคลุมด้วยผ้าขาวบางไม่ให้ถูกอากาศ
  4. เอากะทะตั้งไฟรอจนน้ำมันร้อน จึงตัดแป้งปาท่องโก๋ที่เตรียมไว้กว้างประมาณ 2 นิ้ว ตบแป้งให้แบน 1/2 ซ.ม. ตัดเป็นท่อนประมาณ 2 ซ.ม. ใช้น้ำเปล่าแต้มตรงกลางแป้งเพื่อให้ปาท่องโก๋ติดกัน หย่อนแป้งลงกะทะทอดกลับไป-กลับมาจนเหลืองแล้วตักขึ้น
ที่มา:youtube

วัสดุอุปกรณ์
  • ตะแกรงตาถี่
  • ครกหิน
  • กะละมัง ทัพพี
ส่วนผสม
  • ทรายละเอียด 1/2 กิโลกรัม
  • ใบโหระพา 2-3 ขีด
  • ตะไคร้หอม 2-3 ขีด
  • เกล็ดการบูร 1 ช้อนชา
  • น้ำมันตระไคร้หอม 1-3 ออนซ์
  • สีผสมอาหาร 2-3 สี
วิธีทำ
  1. นำทรายละเอียดมาผึ่งแดดให้แห้งสนิท จากนั้นนำมาร่อนในตะแกรง เพื่อแยกกรวดและหินที่ปะปนมาออกให้หมด
  2. เทสีผสมอาหารคลุกเคล้าผสมกับทรายในกะละมัง แล้วใช้ทัพพีคนเพื่อให้สีเกาะเม็ดทรายจนทั่ว จากนั้นนำทรายที่ผสมสีไปตากแดดจนกว่าจะแห้งสนิท
  3. นำตะไคร้หั่นเป็นชิ้นเล็ก ใบโหระพาเด็ดใบ และนำไปตากแดดจนกว่าจะแห้งสนิท
  4. เมื่อตะไคร้และใบโหระพาแห้งสนิทแล้วให้นำมาใส่ครกหินโขลกให้ละเอียดที่สุด
  5. นำทรายที่ผสมสีและตากจนแห้งสนิทมาใส่กะละมัง ตะไคร้และใบโหระพาโขลกละเอียดคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นใส่การบูร น้ำมันตะไครร้หอม ผสมให้ทุกอย่างเข้ากัน
  6. นำมาบรรจุใส่กระปุกและปิดฝาให้สนิท หากนำไปใช้ให้เปิดฝาหรือเจาะรูที่ฝา
สรรพคุณ
สมุนไพรจะช่วยลดอาการปวดเมื่อย เคล็คขัดยอก ลดอาการบวมอักเสบ ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อและช่วยเพิ่มการไหลเวียน ทำให้เลือดลมเดินสะดวก


  • ไพล แก้ปวดเมื่อยร่างกาย ลดการอักเสบ
  • ขมื้นชัน ช่วยลดการอักเสบและแก้โรคผิวหนัง
  • ผิวมะกรูด มีน้ำมันหอมละเหยแก้ลมวิงเวียน
  • ตะไคร้ มีกลิ่นหอม ช่วยบำรุงหัวใจ
  • ใบมะขาม เป็นตัวยาแก้อาการคันตามร่างกายและบำรุงผิวหนัง
  • เกลือดูดความร้อนและนำพาตัวยาทั้งหมดในลูกประคบผ่านผิวหนัง
  • การบูร พิมเสน แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ
วัสดุอุปกรณ์
  1. หัวไพล 500 กรัม
  2. ขมิ้นชัน 100 กรัม
  3. ตะไคร้ 20 กรัม
  4. ผิวมะกรูด 100 กรัม
  5. ใบมะขาม 300 กรัม
  6. เกลือ 60 กรัม
  7. การบูร 30 กรัม
  8. พิมเสน 30 กรัม
  9. ผ้าด้ายดิบ เชือกด้าย
  10. กะละมัง ทัพพี ถาด ครก
วิธีทำ
  1. นำขมิ้นชัน หัวไพล ตะไคร้ มะกรูด มาล้างงให้สะอาด ตากให้แห้งจนสะเด็ดน้ำ นำมะกรูดมาฝานเฉพาะผิว
  2. นำทั้งหมดมาใส่ครกตำหยาบหยาบๆ นำไปตากแดดให้แห้ง รวมทั้งใบมะขามก็นำไปตากแดดให้แห้ง
  3. นำสมุนไพรที่ตากแดดจนแห้งแล้วมาผสมกับเกลือ การบูร และพิมเสนคลุกเคล้าในกะละมังจนเป็นเนื้อเดียวกัน
  4. นำสมุนไพรที่ผสมเรียบร้อยแล้วมาแบ่งเป็น 4 ส่วนเท่าๆ กัน แล้วใส่ลงผ้าดิบ ยกชายผ้าทั้ง 4 มุมขึ้นแล้วใช้เชือกมัดให้แน่นเป็นลูกประคบ
วิธีประคบ
  1. นำลูกประคบ 2 ลูกไปนึ่งในหม้อนึ่งประมาณ 15-20 นาที
  2. เมื่อลูกประคบร้อนให้นำไปประคบตามจุดต่างที่ปวดเมื่อย